สัญญาณเตือนภัย! ธุรกิจใดคือ “แชร์ลูกโซ่”

0
1734

 

จากเหตุการณ์ข่าวดัง ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้คนจำนวนมากตื่นตัว และส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์ของ Bitcoin และ Cryptocurrency เป็นอย่างมาก

ก่อนอื่นต้องขอยืนยันอีกครั้งว่า “Bitcoin โดยตัวมันเองนั้น ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ และไม่ได้หลอกลวงแต่อย่างใด” แต่ในโพสต์นี้ผมคงไม่สามารถอธิบายได้หมดว่า Bitcoin คืออะไร

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ Bitcoin นั้น สามารถนำมาใช้เป็น ‘เครื่องมือ’ ในการหลอกลวงคนได้ เช่นเดียวกับหลายๆสิ่งที่ถูกนำมาแอบอ้างเพื่อให้คนหลงเชื่อ และเข้าสู่วังวนของ “แชร์ลูกโซ่” (Ponzi scheme) ได้ โดยมักจะใช้วิธีให้เราไปซื้อ Bitcoin ในตลาด Exchange ที่ถูกต้อง แล้วจึงโอน Bitcoin ไปให้เขา สาเหตุก็เพราะการใช้ Bitcoin เป็นตัวกลางนั้น เพราะมันสามารถถูกโอนจากที่ไหนก็ได้ในโลก และไม่ต้องผ่านตัวกลางเช่นธนาคารซึ่งจะถูกตรวจสอบได้ง่าย และหากมิจฉาชีพรอบคอบพอ ก็มีโอกาสสูงที่จะตามตัวไม่เจอ (บางคนโดนหลอกด้วยวิธีนี้แล้วไปเหมาว่า Exchange หลอกลวง หรือ Bitcoin หลอกลวง ก็มี)

วันนี้ผมจะมาพูดถึงวิธีการป้องกันตัวเองเบื้องต้น ว่าหากคุณเจอธุรกิจที่มีลักษณะหลายๆประการดังต่อไปนี้ ให้สงสัยไว้ก่อนว่ามันคือ “แชร์ลูกโซ่”

 

 

  1. มีการรับประกันผลตอบแทนที่สูงเกินจริง

เช่น จ่ายผลตอบแทน เดือนละ 5% , 10% หรืออาจจะสูงกว่านั้น ซึ่งทุกท่านควรต้องเอะใจก่อนว่า เขาเป็นใครและลงทุนเก่งแค่ไหน ถึงกล้ารับประกันผลตอบแทนให้เราสูงขนาดนี้  เพราะ 5% ต่อเดือนนี่ เท่ากับ 60%ต่อปี นะครับ และหมายความว่า ถ้าเขาให้ผลตอบแทนเรา 60% ต่อปี เขาจะต้องได้ผลตอบแทนจริงสูงกว่านั้น ถึงจะนำมาแบ่งให้เราได้ตามที่บอก ซึ่งความเป็นไปได้นั้นแทบไม่มี เพราะแม้แต่กองทุนของสถาบันการเงินระดับโลกยังไม่มีที่ไหนที่กล้ารับประกันผลตอบแทนให้เรา มีแต่คำเตือนที่บอกว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง โปรดศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน”

อันดับต่อมาที่อยากให้ฉุกคิดคือ หากเขาเป็นบริษัทที่เชื่อถือได้ ใหญ่โต มีธุรกิจที่ทำกำไรงามขนาดนี้  “ทำไมเขาจึงไม่ไปกู้เงินมาทำธุรกิจ?” เพราะต้นทุนในการกู้เงินนั้น คือ ดอกเบี้ย และอย่างมากที่สุดการกู้เงินจากธนาคารก็ไม่เกิน 15-20% ต่อปี (ถ้าเขาเป็นบริษัทที่เชื่อถือได้ก็น่าจะกู้ผ่านอยู่แล้ว) เขาจึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องมาเพิ่มต้นทุนทางการเงินตัวเอง หากธุรกิจของเขาดีจริง

 

 

2. มีโมเดลธุรกิจที่ไม่สมเหตุสมผล

เช่น การอ้างว่า นำเงินเราไปลงทุนในหุ้น , Forex , VCที่ลงทุนใน Startup หรือ การเทรดและขุดBitcoin และ Cryptocurrency ต่างๆ และบอกว่า การลงทุนเหล่านี้มีผลตอบแทนสูงมาก จึงสามารถจ่ายปันผลให้สมาชิกได้

อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า การลงทุนทุกอย่างนั้นมีความเสี่ยง จากที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งการลงทุน หุ้น , Forex , Bitcoin ต่างก็มีโอกาสที่จะขาดทุนทั้งสิ้น เพราะทุกการลงทุนมีสภาวะตลาดที่เป็นไปได้ทั้งขาขั้นขาลง อย่างเช่นการเทรดหรือขุด Bitcoin นับจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา Bitcoin นั้น ราคาร่วงลงมาจากจุดสูงสุดถึงกว่า 60% จะมีโอกาสแค่ไหนที่การลงทุนในการเทรดหรือขุด Bitcoin ในช่วงครึ่งปีนี้จะมีกำไรมหาศาลขนาดนั้น

หรือแม้กระทั่ง  โมเดลธุรกิจบางอย่างเช่น อ้างว่า ให้สมาชิกคลิกดูโฆษณาในเว็บ เพื่อสร้างรายได้ เพราะเจ้าของสินค้าจ่ายค่าโฆษณาให้กับทางบริษัทนับตามจำนวนคลิกที่มีการเข้าไปดู คิดแบบง่ายๆนะครับ การทำโฆษณาหรือจ่ายค่าการตลาดต่างๆ สิ่งที่สำคัญคือ โฆษณาของเราต้องเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่แท้จริง ถ้าผมเป็นบริษัทใหญ่ๆระดับโลก ผมจะเสียเงินมหาศาลไปจ้างบริษัทที่ไปจ้างหน้าม้ามากดดูโฆษณาผมไหม แค่นี้ก็ฟังดูไม่สมเหตุสมผลมากๆแล้วครับ

 

 

 

3. มีระบบการให้หาสมาชิกเครือข่ายโดยให้ส่วนแบ่งจากการหาดาวน์ไลน์ค่อนข้างสูง  

สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุด สำหรับพวกที่ทำการหลอกลวงในรูปแบบ “แชร์ลูกโซ่” คือ การหาเครือข่ายใหม่ให้มากที่สุด และให้ได้ต่อเนื่อง เนื่องจากเขาไม่ได้เอาเงินเราไปทำธุรกิจจริงๆ แต่เขาใช้วิธีเอาเงินของสมาชิกที่มาทีหลังมาจ่ายให้คนก่อนหน้า

ถ้าอธิบายแบบรวบรัดให้พอเห็นภาพ ผมสมมุติว่า เขาเก็บเงินลงทุนทุกคนเท่ากัน คนละ 10,000บาท และจ่ายผลตอบแทนเดือนละ5% หากหาดาวไลน์ครบ10คน จะได้เพิ่มเป็น 6% ถ้าเริ่มแรกมีสมาชิก10คน หมายความว่า บริษัทจะได้รับเงิน 100,000 บาท และต้องจ่ายออกเดือนละ 5,000บาท แปลว่ามีเวลา 20เดือนก่อนเงินจะหมด (ขอเรียกว่า มีรันเวย์อยู่20เดือน) และสมมุติว่าเดือนต่อมา ทั้ง10คน หาดาวไลน์มาได้คนละ10คน เท่ากับมีสมาชิกเพิ่ม100คน และบริษัทได้เงินมาเพิ่ม 1,000,000บาท และต้องเอามาจ่ายสมาชิก เดือนละ 500×110=55,000 บวกกับโบนัสของ10คนแรกอีก 1,000 บาท เป็นเดือนละ 56,000 บาท (ถึงตรงนี้ผ่านมาแล้ว1เดือนจากที่ควรจะเหลือรันเวย์แค่19เดือน แต่ด้วยเครือข่ายที่เข้ามาใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้รันเวย์จะเพิ่มขึ้นเป็น 19.55 เดือน)

โมเดลส่วนแบ่งจากการหาเครือข่ายของพวก “แชร์ลูกโซ่” นั้น ถ้าทำการคำนวณอย่างละเอียดจะพบว่า เมื่อเครือข่ายยิ่งมากขึ้น จะยิ่งทำให้รันเวย์ของเงินนั้นยาวขึ้น และเงินที่อยู่ตรงกลางนั้นจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และจะมีโมเดลส่วนแบ่งที่ซับซ้อนเข้าใจยาก มีการหักค่าจิปาถะเพื่อลดต้นทุนลง และหากถอนเงินจำนวนสูงๆ มักจะทำได้ยากขึ้น และจะมีอะไรใหม่ๆมาจูงใจให้เราไม่ถอนเงินต้นออกมา

หมายเหตุ : ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่เป็นเครือข่ายจะเป็นการหลอกลวงนะครับ ธุรกิจบางรายที่ใช้กลยุทธ์ MLM (Multi Level Marketing) ก็มีสินค้าขายจริงๆ และเน้นการขายของ กับค่าคอมมิชชั่น และไม่มีการรับประกันผลตอบแทน ส่วนการหาดาวไลน์นั้นเป็นแค่การเพิ่มผู้ใช้สินค้า โดยอัพไลน์จะได้ส่วนแบ่งค่าคอมมิชชั่นจากการขายของของดาวไลน์ และมีการต้องไปขายสินค้าได้จริงๆ ไม่ใช่การจ่ายเงินก้อนให้กับบริษัทเพื่อไปลงทุนอะไรก็ไม่รู้

 

 

 

4. ข้อพึงระวังอื่นๆ

  • บริษัทที่จัดตั้งตามกฎหมายไม่ได้แปลว่าเชื่อถือได้

ไม่ว่าจะอ้างว่า เป็นบริษัทจัดตั้งในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ สิงคโปร์ หรือประเทศใดก็ตามที ไม่ได้แปลว่าบริษัทเหล่านั้นจะน่าเชื่อถือ เพราะการจดทะเบียนบริษัทในหลายๆประเทศนั้น ไม่ได้ทำยากอะไรเลย และปัจจุบัน มีการจดบริษัทแบบที่ใช้ Virtual office คือ ในที่อยู่เดียวกันอาจมีการจดบริษัทอยู่เป็นพันๆบริษัท (มักจะเป็นพวกธุรกิจที่เกี่ยวกับ Tech Startup ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานจริง) ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นของจริงหรือหลอกลวงแต่อย่างใด เพียงแต่การจดบริษัทในหลายๆประเทศนั้น ก็ไม่ได้ทำยากแต่อย่างใด สุดท้ายบริษัทดังกล่าวอาจไม่ได้มีสำนักงานเป็นตัวเป็นตนอยู่จริงก็ได้

  • การที่บริษัทจ่ายผลตอบแทนจริงต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่ได้แปลว่าเชื่อถือได้

การที่ธุรกิจ “แชร์ลูกโซ่”บางแห่ง สามารถจ่ายผลตอบแทนตามที่อ้างได้จริง และต่อเนื่องเป็นเวลานานนั้น เป็นเพราะสาเหตุตามที่อธิบายไปข้างต้น ก็คือ เขายังสามารถหาเครือข่ายใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งเครือข่ายขยายตัวเร็วเท่าไหร่ เขาก็จะสามารถจ่ายผลตอบแทนตามตกลงได้นานขึ้นเท่านั้น

ถ้าจะยกกรณีตัวอย่าง เกือบทุกท่านคงจะรู้จักคดี “แชร์แม่ชม้อย” เป็นอย่างดี แชร์แม่ชม้อยนั้น อ้างว่านำเงินไปลงทุนในการค้าน้ำมัน  ซึ่งแน่นอนว่าเงินที่ได้มาทั้งหมด ไม่เคยมีการนำไปลงทุนในน้ำมันเลย แต่ทราบไหมครับ ว่าแชร์แม่ชม้อย ดำรงอยู่ได้กี่ปี ….. คำตอบคือ  10ปี ครับ!! หมายความว่า ตลอดเวลา 10ปี แชร์แม่ชม้อยสามารถหาเครือข่ายรายใหม่มาได้เรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุด เมื่อไม่สามารถหาเครือข่ายรายใหม่ได้ทัน ก็ไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนให้เครือข่ายเดิมได้ และตายไปในที่สุด

ลองคิดดูสิครับ ว่าช่วงที่ผ่านไป 4-5ปี นั้น หากคุณใช้ปัจจัยที่เขาจ่ายผลตอบแทนต่อเนื่องมานานมาตัดสินนั้น  แชร์แม่ชม้อยจะน่าเชื่อถือขนาดไหน

  • บทสรุป

ผมเน้นย้ำหลายรอบ และต้องเน้นย้ำอีกครั้งว่า “การลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง” โลกนี้ไม่มีการลงทุนใดที่ Low risk , High return  สองสิ่งที่จะสามารถลดความเสี่ยงในการลงทุนของทุกคนได้ก็คือ “ความรู้” และ “สติ”  คนสองคนลงทุนในหุ้น หรือ Bitcoin เหมือนกัน แต่คนที่มี “ความรู้” และ “สติ”  มากกว่า จะมีความเสี่ยงต่ำกว่า เพราะเขาจะรู้ว่า สิ่งใดควรทำ หรือไม่ควรทำ

ดังนั้น อย่าลงทุนกับสิ่งที่เรา “ไม่รู้” โดยเด็ดขาด แม้กระทั่งเวลาเราเอาเงินไปลงทุนกับกองทุนรวมของธนาคาร เราก็ควรจะรู้ด้วยซ้ำว่า กองทุนนั้นเอาเงินเราไปซื้อหุ้นในประเทศใด หรือหุ้นอุตสาหกรรมใด และสิ่งเหล่านั้นมันน่าลงทุนจริงหรือไม่

เช่นเดียวกัน หากเราจะเอาเงินให้ใคร แล้วเค้าบอกว่าจะเอาไปเทรด Bitcoin หรือ ขุดBitcoin เราก็ควรจะมีความรู้ความใจในเบื้องต้นก่อน ว่า Bitcoin คืออะไร มันมีความเสี่ยงแค่ไหน และมีคนสามารถสร้างผลตอบแทนมหาศาลและต่อเนื่องตลอดเวลาได้จริงหรือ?

สุดท้าย ธุรกิจเครือข่าย “แชร์ลูกโซ่” นั้น เป็นธุรกิจที่เรียกกันว่า “ลุกช้า จ่ายรอบวง”  ใครมาก่อนอาจได้หยิบกำไรก้อนโต คนมาทีหลังอาจหมดเนื้อหมดตัว และหากคุณรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า มันคือการหลอกลวง แต่คุณก็ยังคงทำมันต่อไป เพราะคิดว่า “ฉันลุกทัน” และเงินที่คุณได้มาก็คือเงินที่มาจากคนที่เข้ามาทีหลังและอาจจะ ‘ลุกไม่ทัน’  นั่นถือเป็นความโหดร้ายอย่างยิ่ง ที่มนุษย์คนนึงจะกระทำกับ ‘เพื่อนมนุษย์’ ด้วยกัน

 

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆของเราๆได้ที่ : Facebook Fanpage Bitcoin Center Thailand