บทความ : Bitcoin 101 ฉบับเข้าใจง่าย

0
3895

สวัสดีครับทุกท่าน สำหรับบทความนี้จะเป็นบทความที่จะอธิบายความเป็นมาเป็นไปของ Bitcoin รวมถึงการทำงานของมันให้เข้าใจง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้นะครับ 

ถ้าจะอธิบายสั้นๆ Bitcoin คือเงินสกุลดิจิตอลที่ถูกเข้ารหัส (Cryptography) ทำให้มันถูกเรียกว่า Cryptocurrency หรือสกุลเงินที่เข้ารหัส มันไม่มีรูปร่างไม่สามารถจับต้องได้เหมือนเหรียญหรือธนบัตรที่เราใช้งานกัน มันเป็นเพียงข้อมูลในคอมพิวเตอร์เท่านั้น แค่นี้ก็อาจจะทำให้หลายคนงง ๆ ว่าแล้วไอ้ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่จับต้องไม่ได้ เราจะไปเชื่อมันได้ยังไงในเมื่อเราไม่สามารถจับต้องมันได้  และยิ่งไปกว่านั้นมันไม่ถูกรับรองโดยรัฐบาลหรือธนาคารใดๆ และยังไม่มีทรัพย์สินใดๆ รองรับ ยิ่งฟังมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะงง ในเมื่อเงินไม่ได้ถูกรองรับจากตัวกลางใดๆ ทำไมมันถึงมีค่า และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา Bitcoin ได้มีราคาพุ่งขึ้นและลงไปตามเวลาตั้งแต่ไม่ถึง 1 ดอลลาร์จนไปถึง 20,000 ดอลลาร์ในปี 2017 ที่ผ่านมา เหตุการณ์เหล่านี้มันเป็นไปได้อย่างไร วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังกัน

แนวคิดเรื่องเงินดิจิตอล

Bitcoin เป็นเงินดิจิตอลสกุลแรกที่เราสามารถเรียกได้ว่ามันประสบความสำเร็จที่สุดในปัจจุบันด้วยมูลค่าทางการตลาดราวๆกว่า 140,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ(เมษายน 2561) (อ่านไม่ผิดครับ หนึ่งแสนสี่หมื่นล้านดอลลาร์ ครับ) ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจ เพราะแนวคิดเรื่องเงินดิจิตอลนั้นไม่ใช่แนวคิดใหม่ มันมีมาตั้งแต่ยุคต้น ๆของอินเตอร์เน็ต เพราะหากข้อมูลกลายเป็นสิ่งมีค่าและเราสามารถส่งมูลค่าได้ด้วยความเร็วได้ด้วยอินเตอร์เน็ต มันจะเปลี่ยนโลกขนาดไหน แต่ก็ไม่มีเงินดิจิตอลใดเลยที่ประสบความสำเร็จมาจนถึงในยุคของ Bitcoin

สาเหตุที่เงินดิจิตอลในอดีตไม่ประสบความสำเร็จ

        ก่อนที่จะพูดถึง Bitcoin ผมอยากจะขอพูดถึงเรื่องราวของเงินดิจิตอลในอดีตซะก่อน เพราะในอดีตนั้นเงินดิจิตอลถูกสร้างขึ้นมากมากมายกว่าแต่ล้วนแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จทั้งสิ้นซึ่งมันมีปัญหาใหญ่ ๆ ดังนี้

รูปแบบรวมศูนย์ของระบบการเงิน

ระบบการเงินที่เราใช้กันอยู่ในทุกวันนี้เป็นระบบรวมศูนย์กล่าวคือมันถูกจัดการโดยตัวกลางอย่างธนาคารหรือรัฐบาล ซึ่งการที่จะเป็นตัวกลางได้นั้นต้องมีทุนและความเชื่อถือมหาศาลมาก เพราะทุกวันนี้ธนาคารยังเสี่ยงต่อการถูกโจมตีไม่ว่าจะเป็นการโจรกรรมปกติหรือการโจรกรรมทาง Cyber ทำให้มันยากมากที่จะสร้างระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์แบบรวมศูนย์ เนื่องจากต้องมีทุนในการจัดการมหาศาล

ปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูล

เงินดิจิตอลในอดีตนั้นประสบกับปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนั้นคือความน่าเชื่อถือ เนื่องจากมันจับต้องไม่ได้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าข้อมูลนั้นเป็นของจริงไม่ได้ถูกคัดลอกซ้ำ เหมือนเวลาเราคัดลอกไฟล์ด้วยการ copy paste ซึ่งในทางเทคนิคเรียกปัญหานี้ว่า Double spending หรือการนำไปใช้สองครั้ง

ปัญหาทางกฎหมาย

ปัญหาที่สำคัญที่สุดของเทคโนโลยีคือกฎหมาย เพราะกฎหมายไม่เคยวิ่งไล่ตามเทคโนโลยีทัน และบางครั้งมันกลายเป็นการหยุดยั้งเทคโนโลยี และการสร้างระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ยากจะควบคุมก็มีปัญหาทางกฎหมายบ่อย ๆ หนึ่งในเงินดิจิตอลที่ล่มสลายไปเพราะกฎหมายคือ E-gold ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ช่วงปี 2000-2005 แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่า E-gold ถูกปิดตัวจากรัฐบาลเนื่องจากทำธุรกรรมมากเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

Cypherpunk และ Subprime Crysis มูลเหตุของ Bitcoin

ปัญหาที่กล่าวข้างต้นในเงินดิจิตอลในอดีตนั้นถูกแก้ไขทั้งหมดในยุคของ Bitcoin ไม่ว่าจะปัญหาเรื่องระบบรวมศูนย์ ปัญหาความน่าเชื่อถือ และทำอย่างไรจะไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐบาล แนวคิดนี้ได้เริ่มต้นขึ้นในปี 1982 จากกลุ่ม Cypherpunk โดยมันเป็นกลุ่มของนักเข้ารหัสที่ค่อนข้างมีแนวคิดเสรีนิยมที่ไม่ต้องการให้ระบบการเงินถูกควบคุมโดยรัฐบาลซึ่งในประกาศของกลุ่ม Cypherpunk ที่กล่าวโดย Eric Hughes ได้พูดถึงอุดมการณ์ของกลุ่มไว้ว่า

ความเป็นส่วนตัวนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับสังคมในยุคอิเล็กทรอนิกส์ พวกเราไม่สามารถคาดหวังให้รัฐบาลหรือหน่วยงานใด ๆ มาดูแลเราได้ พวกเราต้องปกป้องความเป็นส่วนตัวของตัวเอง โดยกลุ่ม Cypherpunk จะเขียนซอฟต์แวร์ที่สามารถปกป้องความเป็นส่วนตัวของเรา และเราจะสร้างมันขึ้นมา

ซึ่งมันก็เป็นเพียงแนวคิดที่ไม่ได้รับการพูดถึงมากเท่าไหร่จะกระทั่งเกิดวิกฤต Subprime หรือวิกฤติแฮมเบอเกอร์ ซึ่งมันเกิดจากนายธนาคารในสหรัฐอเมริกาปล่อยกู้บ้านโดยไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้กู้ จนกระทั่งเกิดหนี้เสียสะสมทำให้เกิดฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกา และทำให้สถาบันการเงินบางแห่งล่ม ซึ่งส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ไปยังอีกหลายประเทศ และเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจสิ่งที่รัฐบาลทำคือผลิตเงินเพิ่มเข้าไปในระบบให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนดีขึ้น แต่การผลิตเงินจำนวนมากก็ไม่ต่างกับการผลักภาระหนี้ให้ประชาชน แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของระบบตัวกลางและนั้นทำให้แนวคิดของ Cypherpunk ได้กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งจนกระทั่งมีโปรแกรมเมอร์ปริศนาที่ชื่อว่า Satoshi Nakamoto ได้ส่งข้อความมาในกลุ่มว่า

ผมกำลังสร้างระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์แบบเพียร์ทูเพียร์ที่ไม่ต้องพึ่งพิงบุคคลที่สาม

และในปี 2008 Satoshi nakamoto ก็ได้เปิดตัว White paper ของ Bitcoin ในนามว่า

“Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System”

เป็นการเปิดตัวเงินดิจิตอลที่เปลี่ยนหน้าของประวัติศาสตร์การเงิน

Note: ใน Genesis Transaction หรือข้อมูลของการทำธุรกรรม Bitcoin แรกนั้น Satoshi ได้แฝงข้อความว่า The Times 03/Jan/2009 Chancellor on brink of second bailout for banks ซึ่งเป็นพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ Time มีความหมายถึง รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอังกฤษกำลังจะผลิตเงินเพิ่มเข้าไปในระบบเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งดูเหมือนเป็นการประชดประชันรัฐบาล

Note:สำหรับคนที่อยากทราบว่าวิกฤติ Subprime นั้นมีรายละเอียดยังไงแนะนำให้ดูหนังเรื่อง The Big Short

คุณสมบัติและระบบของของ Bitcoin

ตัวระบบ Bitcoin นั้นได้แก้ปัญหาที่มีในอดีตของดิจิตอลทั้งหมดไม่ว่าจะปัญหาเรื่องกฎหมาย การเป็นตัวกลาง หรือแม้กระทั่งปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ โดยระบบของมันนั้นมีความปลอดภัยแข็งแกร่งอย่างมากในระดับที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ในการ Hack หรือขโมยเงิน ที่น่าทึ่งอีกอย่างคือตั้งแต่วันที่ Bitcoin ได้เริ่มทำงานเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี มันไม่เคยมี Down time หรือเวลาปิดทำการซักครั้งซึ่งหากใครที่เคยทำงานเกี่ยวกับระบบต่าง ๆ จะทราบว่า การที่ระบบไม่เคยมีวันปิดปรับปรุงเลยมันเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก และสุดท้ายคือมันเป็นระบบการเงินอิเล็กทรอนิกส์ระบบแรกที่ไม่สามารถถูกปิดตัวได้โดยรัฐบาลใด ๆ โดยระบบของมันใช้องค์ประกอบดังนี้

การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์

โปรแกรมของ Bitcoin นั้นมีชื่อว่า Bitcoin Core เป็นซอฟต์แวร์แบบ Open source ที่สามารถให้ใครก็ตามสามารถดูการทำงานของ Bitcoin ได้อย่างสาธารณะว่า เพื่อความโปร่งใสว่าตัวโปรแกรมของ Bitcoin จะไม่มีการทำอะไรแปลก ๆ เช่น โอเงินไปให้ใครบางคนเป็นต้น และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์จะเป็นการลดความผิดพลาดที่เกิดจากคน (Human Error) อีกด้วย

Cryptography หรือการเข้ารหัส

ระบบของ Bitcoin ไม่ว่าจะข้อมูลธุรกรรมหรือการยืนยันบัญชีผู้ใช้นั้น จะใช้หลักการเข้ารหัสเข้ามาช่วยให้ปลอดภัยและเพิ่มความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ตัวอย่างการเข้ารหัสง่าย ๆ เช่นผมอยากบอกคุณว่า ‘hello’ แต่ผมกลัวคนอื่นจะรู้ก็เลยเลื่อนอักษรไป 1 ตัวจึงกลายเป็นคำว่า ‘ifmmp’ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างง่าย ๆ เท่านั้น Cryptography ที่ใช้ในระบบของ Bitcoin นั้นมีความปลอดภัยสูงมาก โดยระบบบัญชีของ Bitcoin จะแบ่งเป็น Address กับ Private Key โดยตัว Private key จะเหมือนกับ Password ในการยืนยันความเป็นเจ้าของบัญชี และหากเรามี Address ของ Bitcoin 1 ตัวแล้วเราอยากจะหา Private key ความน่าจะเป็นในการเดาสุ่ม Private Key ได้ถูกต้อง คือ 1/(2^1076)  ซึ่งมันเป็นเลขที่มหาศาลมาก ๆ ต่อให้เรารวบรวมคอมพิวเตอร์ของคนทั้งโลกมาเพื่อมาหา Private key ของ Bitcoin อาจจะใช้เวลานับล้านปีก็เป็นไปได้

Note:สิ่งที่น่าสนใจในระบบของ Bitcoin คือ Private key ที่ใช้ในการยืนยันความเป็นเจ้าของบัญชีนั้น จะมีเราเป็นผู้ใช้งานคนเดียว ไม่มีใครนำ Bitcoin ของเราออกมาได้หากเราไม่ได้มอบ Private key ไม่เหมือนกันระบบธนาคาร ที่ธนาคารสามารถอายัดเงินเราได้เช่น ในกรณีของ คดีหวย 30 ล้านที่ลุงจรูญโดนอายัดบัญชี ถ้าลุงจรูญใช้ Bitcoin เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้น

Blockchain บัญชีสาธารณะป้องกันการปลอมแปลง

Blockchain เป็นส่วนสำคัญที่สุดของระบบ Bitcoin ที่จริง ๆ แล้วมันก็คือรูปแบบของการเก็บข้อมูลแบบหนึ่งเท่านั้นล่ะครับ ลักษณะของมันจะเหมือนสมุดบัญชีปกติเนี่ยล่ะ เพียงแต่ว่าในระบบปกติที่เราใช้อย่างระบบธนาคาร จะมีคนถือบัญชีแค่เรากับธนาคารเท่านั้น แต่พอ Bitcoin นั้นไม่มีธนาคารแล้ว ทุกคนก็ต้องเก็บสมุดบัญชีของคนทุกคน ซึ่งทีนี้ถ้ามีใครซักคนคิดจะปลอมแปลงข้อมูล คนอื่น ๆ ที่เก็บข้อมูลบัญชีไว้ก็จะรู้ได้ทันที เพราะข้อมูลจะไม่ตรงกับที่คนส่วนใหญ่ถือไว้

        คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งของ Bitcoin คือข้อมูลที่อยู่ในนั้นจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เพราะข้อมูลจะต่อกันเป็นกล่อง ๆ  (Block) และร้อยกันด้วยสายโซ่ (Chain) ซึ่งข้อมูลแต่ละกล่องจะอ้างอิงถึงกันเสมอ เพราะฉะนั้นหากข้อมูลตรงกลางถูกแก้ไขเมื่อไหร่ จะกลายเป็นว่ามันจะกลายเป็นสายโซ่ที่ไม่สมบูรณ์เพราะการอ้างอิงกันในแต่ละ Block จะขัดแย้งกันเอง เราจึงมั่นใจได้เสมอ ว่าข้อมูลทั้งหมดใน Blockchain นั้น ถูกต้อง

Note: Blockchain นั้นเป็นบัญชีสาธารณะที่ใครก็สามารถดูได้ โดยมันจะบันทึกตั้งแต่ธุรกรรมแรกที่ Bitcoin ถือกำเนิดขึ้นมาจนปัจจุบันสามารถเข้าไปดูได้ที่ blockexplorer.com แต่เราจะไม่รู้ว่า Address ที่โอนไปมานั้นเป็นของใคร

ระบบกระจายศูนย์ (Decentralized)

        ระบบของ Bitcoin เป็นระบบที่ไม่มีองค์กรใด ๆทำงานเป็นตัวกลาง แต่ระบบของ Bitcoin นั้นทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ของ Bitcoin กว่า 1 หมื่นตัวทั่วโลก โดยใคร ๆ ก็สามารถเข้าร่วมกับระบบได้โดยแค่ติดตั้ง Bitcoin core เท่านั้นและหากมีใครที่คิดอยากจะล้มล้างระบบ Bitcoin สิ่งที่เขาต้องทำคือก่อวินาศกรรมทำลายคอมพิวเตอร์ 10,000 ตัวดังกล่าวทั่วโลกไม่ให้เหลือซักตัว ถ้าเหลือเพียงตัวเดียวระบบของ Bitcoin ก็ยังทำงานอยู่ได้ หรืออีกวิธีนึงก็คือปิดอินเตอร์เน็ตพร้อมกันทั่วโลก ซึ่งมันแทบเป็นไปไม่ได้ ทำให้ไม่ว่าองค์กรอย่างธนาคารหรือรัฐบาลใด ๆ ไม่สามารถแทรกแซงหรือปิดมันลงได้

ระบบการขุดเพื่อยืนยันธุรกรรม (Mining)

        ในระบบธนาคารทั่วไปผู้ตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมคือธนาคาร หรือบางครั้งธนาคารก็อาจจะมีผู้ตรวจสอบบัญชีมาตรวจสอบธนาคารอีกที แต่ระบบของ Bitcoin นั้นไม่มีตัวกลาง จึงต้องหาคนที่มาตรวจสอบธุรกรรมและนั่นก็คือ นักขุด โดยนักขุดที่ช่วยตรวจสอบธุรกรรมของ Bitcoin ก็จะได้ค่าแรงนั้นก็คือ Bitcoin จำนวนหนึ่งที่ถูกผลิตขึ้นใหม่และค่าธรรมเนียมที่แต่ละคนจ่ายในการทำะูรกรรม ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะได้สิทธินี้ เพราะมีนักขุดมากมายที่อยากได้ Bitcoin จึงต้องมีการแข่งขันกันเพื่อหาผู้ชนะ ทุกครั้งเมื่อเกิดการโอน Bitcoin ธุรกรรมจำนวนหนึ่งจะถูกเข้ารหัสกลายเป็นเหมือนกล่องที่ใส่กลอนกุญแจ และนักขุดก็จะมาไขกล่อง ๆ โดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในการสุ่มคำตอบของกล่องไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอ ทำให้มีนักขุดมากมายพยายามหาอุปกรณ์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ มาขุด Bitcoin เมื่อนักขุดคนไหนพบคำตอบก็จะมีสิทธิในการตรวจสอบธุรกรรมและสร้าง Block ที่มีรายการธุรกรรมใหม่ ๆ และกระจายบอกคนอื่น ๆ  และได้รางวัล (Block reward) ส่วนคนที่ขุดแพ้นั้นก็จะไม่ได้อะไร ซึ่งการขุดนี้เป็นเหมือนระบบรักษาสมดุลและความปลอดภัยแก่ Bitcoin เพราะค่าไฟของการขุดที่ต้องจ่ายนั้นทำให้คนที่คิดจะควบคุมหรือโจมตีระบบด้วยวิธีการอย่าง DDos attack ต้องจ่ายต้นทุนที่มหาศาล และเป็นเหตุผลว่าทำไมระบบของ Bitcoin นั้นจึงมีความปลอดภัยยิ่งกว่าระบบใดๆ

Note: ในปัจจุบันมีผู้ขุด Bitcoin จำนวนมากทำให้มันเป็นไปไม่ได้ที่นักขุดรายย่อยจะขุด Bitcoin ได้ทำให้มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเหมือนการเล่นกีฬาสีที่เรียกว่า Pool mining โดยถ้าใครในทีมเจอก็จะแบ่งรางวัลกันไปตามสัดส่วน

ระบบ Halving และการมีจำนวนจำนวนจำกัดป้องกันเงินเฟ้อ

        Bitcoin นั้นมีจำนวนจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านโดยมันจะถูกผลิตขึ้นมาเรื่อย ๆ เหมือนการผลิตเงิน ทุก ๆ 10 นาทีหลังจากนักขุดสามารถหาคำตอบของ Block เจอโดยในช่วงแรก ๆ Bitcoin จะกำเนิดขึ้นถึง 50 BTC และมันจะลดลงครึ่งหนึ่ง (halving) ทุก ๆ 4 ปี เป็น 25 ,12.5, 6.25 ไปเรื่อย ๆ จนกว่า Bitcoin จะถูกขุดขึ้นมาทั้งหมดซึ่งคาดว่ามันจะถูกผลิตทั้งหมดในปี 2040 ซึ่งมันเป็นสิ่งที่จะทำให้ไม่เกิดเงินเฟ้อในระบบของ Bitcoin

Note: ไม่ว่านักขุดจะใช้อุปกรณ์ที่ดีแค่ไหนในการขุด Bitcoin ทุก Block ก็จะถูกแก้ไขในเวลาเฉลี่ย 10 นาที เพราะระบบจะปรับค่าความยากของโจทย์ (Difficulty) ตามกำลังของนักขุดเสมอ

Note2:เมื่อ Bitcoin ทั้งหมดถูกขุดออกมา การขุดก็จะยังดำเนินต่อไปเพราะนักขุดยังได้ค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้งานจ่ายอยู่ส่วน Bitcoin ทั้ง 21 ล้านเหรียญก็จะเป็นเงินที่หมุนเวียนในระบบ

มีหน่วยย่อยได้ถึง 8 หลัก

1 หน่วยของ Bitcoin จะถูกเรียกว่า 1 BTC และมีค่าเท่ากับ 10 ล้านซาโตชิ ด้วยความที่ Bitcoin เป็นเงินดิจิตอลทำให้มันสะดวกในการใช้งานถ้าเทียบกับเงินจริง หากเราซื้อของราคา 0.5 BTC เราก็ไม่จำเป็นต้องรอเงินทอนเสมือนเงินจริง

มูลค่าของ Bitcoin มาจากไหน

        จากข้อมูลด้านบนทุกคนคงเข้าใจคร่าว ๆ แล้วว่า Bitcoin มันเป็นระบบการเงินที่แทรกแซงไม่ได้ รวมถึงมีความน่าเชื่อถือสูงมากและแทบไม่มีความผิดพลาด โดยพื้นฐานและ Bitcoin ไม่ได้มีมูลค่าในตัวมันเองหากจะเปรียบเทียบให้ง่ายที่สุดคือมันมีลักษณะเหมือน Commodity เช่นทองคำ ที่ไม่ได้มีคุณค่าในตัวเอง แต่เกิดจากการให้มูลค่าของผู้ใช้งาน หรือก็คือ Demand และ Supply แต่คำถามที่น่าสนใจคือด้วยมูลค่าตอนนี้มันเหมาะสมหรือเปล่ากับแค่ระบบ ๆ หนึ่งมีอะไรบ้างที่ทำให้มันก่อเกิดมูลค่า

  • การใช้งานจริงในการแลกเปลี่ยนสินค้าเช่น ปัจจุบันในญี่ปุ่นมีร้านค้ากว่า 30,000 แห่งที่รับ Bitcoin รวมถึงในอีก ๆ หลายประเทศ ในประเทศไทยก็มีร้านค้าเหล่านั้นบ้าง
  • เป็นระบบการโอนเงินที่มีราคาถูกมากสำหรับการโอนเงินข้ามประเทศ เมื่อเทียบกับระบบ Swift ในปัจจุบันและทุกคนเข้าถึงได้ ขอเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต
  • กลายเป็นสกุลเงินทางเลือกและมีจำนวนจำกัด จึงไม่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือในประเทศ เวเนซูเอล่าและซิมบับเว เพราะประเทศเหล่านี้สถาบันทางการเงินดำเนินการล้มเหลว โดยเฉพาะในซิมบับเวนั้นมีอัตราเงินเฟ้อสูงถึง 2 แสนเท่าในช่วงปี 2008 จนสกุลเงินซิมบับเวนั้นแทบไม่มีค่า จนประชาชนหันมาพึ่งพา Bitcoin
  • การยอมรับในประเทศต่าง ประเทศที่ดูมีการยอมรับในปัจจุบันคือ ญี่ปุ่น ที่มีกฎหมายพร้อมที่สุด แม้ว่าในหลาย ๆ ประเทศยังคงไม่มีกฎหมายยอมรับที่ชัดเจน แต่ดูเหมือนแนวโน้มจะเป็นไปในทิศทางที่ดี
  • หากเราใช้ระบบ Bitcoin เป็นระบบการเงิน เราจะลดค่าใช้จ่ายในการผลิตเหรียญและธนบัตรได้
  • การขุด Bitcoin นั้นมีต้นทุนคือค่าไฟจำนวนนึงซึ่งทำให้ในทางเศรษฐศาสตร์มันถูกมองว่าเป็นต้นทุนในการผลิต เหมือนกับราคาของทองคำที่จะมีการคิดต้นทุนในการขุดด้วย
  • Bitcoin ไม่ถูกแทรกแซงโดยรัฐบาลใด ๆ ทำให้สามารถกำจัดความเสี่ยงในการบริหารงานพลาดของตัวกลางได้
  • Bitcoin นั้นเป็นฐานให้กับเงินดิจิตอลทุกชนิดซึ่งในปัจจุบัน Bitcoin กินส่วนแบ่งตลาดเงินดิจิตอลที่ 40% ซึ่งหากมูลค่าโดยรวมของตลาดเงินดิจิตอลโต Bitcoin จะโตตาม โดยเงินดิจิตอลสกุลอื่น ๆนั้นก็มีคุณสมบัติและการใช้งานที่มากมาย และมีหลายตัวที่ได้ใช้ประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ซึ่งหากวันหนึ่ง Bitcoin จะมีมูลค่าเป็น 0 เท่ากับว่าเงินดิจิตอลตัวอื่น ๆต้องหมดมูลค่าเสียก่อน
  • การระดมทุน ICO ที่ได้เริ่มเป็นกระแสที่มาแรงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมันคือการระดมทุนด้วยเงินดิจิตอลและมันจะทำให้ตลาดเงินดิจิตอลโตขึ้นทำให้ Bitcoin ได้รับผลพลอยได้ไปด้วย

หา Bitcoin ได้ที่ไหน

ในต้นปี 2018 มีตลาดแลกเปลี่ยน Bitcoin และเงินดิจิตอลสกุลอื่นๆ กว่า 9,200 แห่งทั่วโลกและยังมีตู้ kiosks ในบางพื้นที่ ตลาดแลกเปลี่ยนที่มีชื่อเสียงในระดับโลกมีหลายแห่งเช่น Coinbase ใน USA ที่เป็น Wallet สำหรับ Bitcoin และมีกระดานเทรดเช่น Bittrex Bitstamp หรือ Binance ที่จะเป็นการแลกเปลี่ยนแบบการเปิดออเดอร์

สำหรับในไทยนั้นมีผู้ให้บริการในการซื้อขาย Bitcoin ดังนี้

  • bx.in.th กระดานแลกเปลี่ยนแห่งแรกที่เปิดตัวในไทยตั้งแต่ปี 2013
  • tdax.com กระดานแลกเปลี่ยนที่สร้างโดยคนไทยที่เปิดตัวในปี 2017
  • coins.co.th เป็น Wallet ที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยน Bitcoin ในอัตราคงที่คล้าย SuperRich
  • satang.in.th ป็น Wallet ที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยน Bitcoin อีกแห่งหนึ่ง
  • localbitcoins.co.th เป็นแพลทฟอร์มที่จับคู่ผู้ซื้อกับผู้ขายให้มาพบปะและแลกเปลี่ยน Bitcoin กันได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง

ตลาดแลกเปลี่ยนในไทยหรือประเทศอื่น ๆที่ สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยสกุลเงินท้องถิ่นเช่น USD หรือ THB ได้นั้นจะต้องมีการเก็บข้อมูลผู้ซื้อที่เรียกว่า KYC เพื่อปฎิบัติตามหลักการต่อต้านการฟอกเงิน หรือ AML แต่สำหรับการแลกเปลี่ยนเงินดิจิตอลด้วยกันเองเช่น Bitcoin กับ Ethereum นั้นไม่จำเป็นต้องทำ KYC แต่มักจะมีข้อจำกัดในการใช้งานเช่นปริมาณ Bitcoin ที่สามารถโอนออกได้ต่อวัน

ความเสี่ยงของ Bitcoin

 หลังจากที่เราเล่าถึงเรื่องดี ๆไปแล้วเรามาดูความเสี่ยงของ Bitcoin กันบ้างดีกว่าว่ามันมีอะไรบ้าง

  • มันยังไม่สามารถใช้แทนเงินจริงได้ในทุก ๆ ที่ มันเป็นแค่สกุลเงินทางเลือกที่ขึ้นกับว่าจะมีคนยอมรับมากแค่ไหน
  • ไม่มีสถาบันหรือองค์กรใด ๆ ดูแล หากวันหนึ่งคุณโอนเงิน Bitcoin ผิดไปให้บุคคลอื่น เราไม่สามารถโทรไปหา Call center ของ Bitcoin (เพราะมันไม่มี) เพื่อให้คืนเงินของเรากลับมาได้แน่นอน
  • มีความผันผวนสูงมากสามารถขึ้นลงได้ไม่จำกัดด้วยความที่ตลาดเงินดิจิตอลเป็นตลาดเสรี เปิดตลอด 24 ชั่วโมงและไม่มีการปิดตลาดเมื่อราคาพุ่งขึ้นหรือลงเกิน 30%
  • หากเกิดการโจรกรรม Bitcoin ในประเทศที่ไม่มีกฎหมายรองรับจะไม่ได้รับความคุ้มครองใด ๆ

หวังว่าผู้ที่อ่านบทความนี้จบจะเข้าใจมากขึ้นว่า Bitcoin คืออะไรทำงานยังไงทำไมถึงมีมูลค่า เทคโนโลยีอย่าง Blockchain นั้นได้สร้างความเป็นไปได้ที่มหาศาลแก่โลก และ Bitcoin เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ เท่านั้นจุดหนึ่งเท่านั้นในอนาคตเราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกมหาศาลด้วยเทคโนโลยีนี้

 

 

หากท่านสนใจศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติม ทาง Bitcoin Center Thailand ได้เปิดคอร์สล่าสุด โดยมีการเปิดอบรม 2 วันเต็ม

ดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่นี่ Click!